6 ตุลาคม 2519 วันที่เกิดการสังหารหมู่นักศึกษาและประชาชนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และบริเวณใกล้เคียง
เหตุการณ์สังหารหมู่เป็นการปิดฉากการประท้วงต่อต้านการเดินทางกลับประเทศของจอมพลถนอม กิตติขจร อดีตนายกรัฐมนตรี เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 45 คน (บางแหล่งอ้างถึงหลักร้อยราย) บาดเจ็บ 167 คน และสูญหายอีกจำนวนมาก อ่านข่าวเพิ่มเติม
เหตุการณ์นี้เริ่มต้นจากการที่นักศึกษา และประชาชนเริ่มการชุมนุมประท้วงต่อต้านการเดินทางกลับมายังประเทศไทยของจอมพลถนอม กิตติขจร ที่ถูกขับไล่ออกจากประเทศเมื่อปี 2516 ในวันที่ 28 กันยายน 2519 นักศึกษาและประชาชนได้เข้ายึดพื้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เพื่อใช้เป็นสถานที่ชุมนุม
ด้านรัฐบาลได้ส่งกำลังตำรวจเพื่อเข้าปราบปรามการชุมนุมในวันที่ 6 ตุลาคม โดยมีการใช้อาวุธสงครามเพื่อปราบปรามผู้ประท้วงอย่างรุนแรง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก
นอกจากการปราบปรามแล้วตำรวจยังมีกลุ่มฝ่ายขวาที่ลงมือประชาทัณฑ์นักศึกษาและประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต จากเหตุการณ์ในครั้งนี้ถือเป็นเหตุการณ์นองเลือดครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย และส่งผลกระทบต่อสังคมไทยอย่างกว้างขวาง
6 ตุลา ที่มาของการสังหารหมู่
จากเหตุการณ์ประท้วงของประชาชนเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยในวันที่ 14 ตุลาคม 2516 ทำให้รัฐบาลเผด็จการทหารของจอมพลถนอม กิตติขจร พ้นจากอำนาจ จะต้องเดินทางออกนอกประเทศพร้อมจอมพลประภาส จารุเสถียร และพ.อ.ณรงค์ กิตติขจร
นับตั้งแต่กลางปี 2518 มีสัญญาณว่าเผด็จการทหารกลุ่มเดิมกำลังวางแผนที่จะกลับคืนสู่อำนาจอีกครั้ง และในวันที่ 19 กันยายน 2519 นายถนอม ที่ถูกขับไล่ออกนอกประเทศได้ลี้ภัยอยู่ที่สหรัฐฯ มีแผนเดินทางกลับประเทศไทยด้วยการบวชเป็นสามเณร โดยอ้างต่อสาธารณชนว่าตนจะอยู่ใต้ร่มกาสาวพัสตร์ ไม่มุ่งแสวงหาอำนาจ และต้องการมาเยี่ยมบิดาที่ใกล้ถึงแก่กรรม
สามเณรถนอมได้เดินทางออกจากสนามบินมุ่งตรงไปยังวัดบวรนิเวศวิหารเพื่อเข้ารับการอุปสมบท แต่มวลชนจำนวนมากไม่เชื่อว่าสามเณรถนอมปรารถนาความหลุดพ้นจริง ๆ (สุดท้ายในปีต่อมาเขาก็สึก ก่อนเรียกร้องให้รัฐบาลคืนทรัพย์สินของเขาที่ถูกยึดไปด้วยข้อหาทุจริต) จึงพากันออกมาประท้วง
แต่นักกิจกรรมกลับถูกโต้กลับอย่างรุนแรง ในวันที่ 24 กันยายน เมื่อ 2 “พนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคถูกฆ่าแขวนคอ” ขณะออกไปปิดใบประกาศเพื่อประท้วงการกลับมาของถนอม จากนั้นในวันที่ 4 ตุลาคม นักศึกษาได้แสดงละครโดยแขวนคอเพื่อประท้วงการใช้ความรุนแรงซึ่งเชื่อว่าเจ้าหน้าที่รัฐมีส่วนเกี่ยวข้อง และต่อต้านความพยายามใด ๆ ที่จะนำพาประเทศกลับสู่ระบบเผด็จการอีกครั้ง
วันต่อมา ดาวสยาม หนังสือพิมพ์ฝ่ายขวาได้กล่าวหาว่า นักศึกษาที่แสดงละครแขวนคอว่าหมิ่นพระบรมโอรสาธิราช พร้อมด้วยข้อหาล้มสถาบันกษัตริย์ ภาพจากหนังสือพิมพ์ดาวสยาม
มีการถกเถียงกันขึ้นว่ามีการตกแต่งภาพหรือไม่ และหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นฉบับอื่นมีส่วนสมคบคิดกับดาวสยามหรือไม่ จึงถูกนำไปปลุกระดมให้ลูกเสือชาวบ้านและกลุ่มฝ่ายขวาอื่น ๆ ได้เข้าปิดล้อมธรรมศาสตร์ ซึ่งในนั้นมีนักศึกษานับพันคนชุมนุมประท้วงกันอยู่
จากนั้น วันที่ 6 ต.ค. 2519 คือวันที่เกิดเหตุการณ์อันน่าเศร้าสลดที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทยเมื่อกองกำลังติดอาวุธนำโดยเจ้าหน้าที่รัฐอย่างตำรวจตระเวนชายแดน และลูกเสือชาวบ้านเป็นแกนนำได้ใช้กำลังเข้าทารุณกรรม และสังหารชีวิตของนักศึกษาอย่างไร้ความปราณี ด้วยข้อหาเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ
จากเหตุการณ์ที่มีกองกำลังตำรวจตระเวนชายแดนซึ่งไม่ได้ประจำการอยู่ในกรุงเทพฯ ได้เคลื่อนพลเข้ามากวาดล้างนักศึกษาในครั้งนี้นั้น ทางรัฐบาลของนายเสนีย์ ปราโมช อ้างว่าไม่ได้เป็นผู้ออกคำสั่ง และเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับการสังหารหมู่ โดยกล่าวว่า ทางรัฐบาลสั่งให้เจ้าหน้าที่จับกุมตัวนักศึกษาที่มีส่วนกับการแสดงละครแขวนคอเท่านั้น ไม่ได้สั่งให้ยิงนักศึกษาแต่อย่างใด
จากเหตุสังหารหมู่ที่เกิดขึ้นนี้จึง กลายเป็นข้ออ้างให้ พลเรือเอกสงัด ชลออยู่ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดในขณะนั้น ประกาศยึดอำนาจ พร้อมกล่าวประณามนักการเมือง และความไร้ประสิทธิภาพของระบอบประชาธิปไตย
“เราตั้งความหวังกับประชาธิปไตยไว้สูงเกินไป คนที่ได้รับมอบอำนาจก็ไม่มีคุณสมบัติเพียงพอ เราจะใช้โอกาสนี้ทำการปฏิรูปในทุกระดับ จากนั้นเมื่อสถานการณ์เข้าสู่สภาวะความสงบเรียบร้อยแล้ว เราจึงจะมอบอำนาจคืนให้กับรัฐบาลพลเรือนอีกครั้ง” สงัด กล่าว (นิวยอร์กไทม์)
หลังเข้ายึดอำนาจ คณะรัฐประหารได้แต่งตั้งให้ ธานินทร์ กรัยวิเชียร (อดีตผู้พิพากษา) เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในสมัยของเขาได้เริ่มดำเนิคดีกับนักศึกษาถึง 3,000 คน ที่ถูกจับกุมในธรรมศาสตร์ แต่การพิจารณาคดีกลับกลายเป็นการเปิดเผยให้เห็นความเลวร้ายของฝ่ายรัฐเสียเอง
สุดท้ายรัฐบาลของพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ที่เข้ามาแทนที่ ธานินทร์ ตามมติของคณะปฏิวัติก็ได้สั่งนิรโทษกรรมให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม จึงทำให้นักศึกษาพ้นจากการดำเนินคดี แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐและผู้ที่มีส่วนกับความรุนแรงไม่ต้องกังวลว่าจะได้รับโทษในภายหลังเช่นกัน
เครดิต BBC.COM , “ความทรงจำ/ความเงียบงันของประวัติศาสตร์บาดแผล ความอิหลักอิเหลื่อเรื่องการสังหารหมู่ 6 ตุลาคม 2519”. ธงชัย วนิจจะกูล. 6 ตุลา ลืมไม่ได้ จำไม่ลง. ฟ้าเดียวกัน. 2558