แมนยู เปิดบ้านชนะ สเปอร์ส ที่เหลือ 10 คน ตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงแรก 2-0 และจากชัยชนะนัดนี้ถือเป็นครั้งแรก ในรอบ 9 นัดในทุกรายการที่พบกัน
นอกจากนี้ยังเป็นการชนะติดต่อกัน 4 นัดเป็นครั้งแรกของทีม “ปีศาจแดง” หลังครั้งล่าสุดเคยทำได้ในเดือนกุมภาพันธ์ 2024 ภายใต้การคุมทีมของเอริค เทน ฮาก และเป็นการคุมทีมชนะ 100 % ของ ไมเคิล คาร์ริค อ่านผลข่าวเพิ่มเติม
ไมเคิล คาร์ริค กุนซือชั่วคราว แมนยู ยึด 11 ตัวจริงชุดเดียวกับเกมล่าสุดเปิดบ้านเฉือนชนะ ฟูแล่ม 3-2 ทำให้คว้าชัยชนะ 3 นัดรวดนับตั้งแต่เข้ามาคุม ทำให้ เบนยามิน เชชโก้ และ โจชัว เซิร์กซี่ ยังนั่งสำรองตามเดิม
โธมัส แฟร้งค์ เปลี่ยนทีมสเปอร์ส 3 ตำแหน่งจากเกมเสมอแมนฯ ซิตี้ 2-2 โดย มิกกี้ ฟาน เดอ เฟ่น, ป๊าป มาตาร์ ซาร์ และ วิลสัน โอโดแบร์ ได้กลับมาเป็นตัวจริง ด้าน โดมินิก โซลันกี้ และ คริสเตียน โรเมโร่ ที่ถูกเปลี่ยนออกในเกมดังกล่าว ฟิตกลับมาสตาร์ตเหมือนเดิม
เริ่มเกมไม่ถึงนาที แมนฯ ยูไนเต็ด ได้ลุ้นก่อนอย่างรวดเร็ว บรูโน่ แฟร์นันด์ส จ่ายให้ ไบรอัน เอ็มเบอโม่ ยิงหลุดออกไปนิดเดียว
นาทีที่ 11 กาเซมีโร่ ยิงไกลด้วยขวานอกกรอบ กูเยลโม่ วิคาริโอ ยังทุบ 2 มือออกไปได้
นาทีที่ 20 แมนฯ ยูไนเต็ด ที่สถิติ 8 นัดหลังไม่ชนะ สเปอร์ส มีโอกาสลุ้นอีกหน ดีโอโก้ ดาโล่ต์ ไหลจากทางขวาให้ มาเธอุส คุนญ่า ปั่นไซด์โป้งแต่บอลโค้งไม่พอหลุดกรอบ
นาทีที่ 29 สเปอร์ส มาเหลือ 10 คนเมื่อ คริสเตียน โรเมโร่ กัปตันทีมผู้มาเยือนไปวางหนักใส่ กาเซมีโร่
นาทีที่ 37 บรูโน่ แฟร์นันด์ส ได้ยิงบอลไปแฉลบ มิกกี้ ฟาน เดอ เฟ่น เกือบมุดเข้ากรอบ และจากจังหวะนี้เป็นลูกเตะมุม แมนฯ ยูไนเต็ด เล่นสูตร ก่อนเปิดเลียดไปให้ ค็อบบี้ เมนู ไหลต่อให้ ไบรอัน เอ็มเบอโม่ ยิงเลียดเข้าไปชนิดที่ กูเยลโม่ วิคาริโอ พุ่งไม่ทัน แมนฯ ยู นำ 1-0 ในนาทีที่ 38 และเป็นประตูที่ 9 ของ เอ็มโบโม่ ในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้
นาทีที่ 41 กูเยลโม่ วิคาริโอ พุ่งปัดบอลทิ้งจากลูกโหม่งของ กาเซมีโร่ เอาไว้ได้ ช่วยให้ สเปอร์ส ยังตามหลังเพียงประตูเดียว
ช่วงทดเจ็บครึ่งแรก กูเยลโม่ วิคาริโอ ออกมาเซฟก่อนที่ อาหมัด ดิยัลโล่ จะมาถึงบอลเอาไว้ได้ จบ 45 นาทีแรก แมนฯ ยูไนเต็ด นำ 1-0
กลับมาครึ่งหลัง นาทีที่ 49 อาหมัด ดิยัลโล่ ยิงเข้าไปแต่เจ้าตัวนั้นอยู่ในตำแหน่งล้ำหน้า แมนฯ ยูไนเต็ด ยังไม่ได้ประตูที่ 2
นาทีที่ 57 ชาวี ซิโมน รับบอลจากจังหวะที่ ลุค ชอว์ จ่ายพลาด แต่ยิงด้วยซ้ายหลุดกรอบไปแบบมีเสียว
นาทีที่ 60 ลุค ชอว์ ตั้งป้อมยิงด้วยซ้ายเล่นเอา กูเยลโม่ วิคาริโอ ต้องออกแรงเซฟอีกครั้ง
นาทีต่อมา ดีโอโก้ ดาโล่ต์ ได้กดด้วยขวา กูเยลโม่ วิคาริโอ ต้องออกแรงเซฟช่วยสเปอร์ต่อเนื่อง
นาทีที่ 68 มาเธอุส คุนญ่า แม้จะยิงเข้าไป แต่จังหวะนี้เป็นลูกล้ำหน้าจากที่ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ถอยมารับบอลก่อนจ่ายมาให้
เกมผ่าน 75 นาที แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ได้เปรียบตัวผู้เล่น แต่ก็ยังเรียกประตูที่ 2 เพิ่มไม่ได้
นาทีที่ 81 แมนฯ ยูไนเต็ด มาคลายความกดดัน ขยับนำเป็น 2-0 จากจังหวะที่ เบนยามิน เชชโก้ ตัวสำรองโหม่งมาให้ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ชาร์จจ่อๆ เข้าไปและถือเป็นประตูที่ 6 ของบรูโน่ ในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้
เวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่ม จบเกม แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะ 2-0 มีเพิ่มเป็น 44 แต้ม จาก 25 นัด ส่วน สเปอร์ส อยู่อันดับ 15 มี 29 แต้มเท่าเดิม
โดยจากชัยชนะในเกมนี้ทำให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชนะสเปอร์ส เป็นครั้งแรก ในรอบ 9 นัดที่พบกัน และถือเป็นการชนะติดต่อกัน 4 นัดเป็นครั้งแรกของทีม “ปีศาจแดง” หลังครั้งล่าสุดเคยทำได้ในเดือนกุมภาพันธ์ 2024 ภายใต้การคุมทีมของเอริค เทน ฮาก และยังเป็นการคุมทีมชนะ 100 % ของ ไมเคิล คาร์ริค
รายชื่อ 11 ผู้เล่นตัวจริงของทั้งสองทีม
แมนฯ ยูไนเต็ด (4-2-3-1) : เซนเน่อ ลัมเมนส์ – ดีโอโก้ ดาโล่ต์, แฮร์รี่ แม็กไกวร์, ลิซานโดร มาร์ติเนซ, ลุค ชอว์ – ค็อบบี้ เมนู, กาเซมีโร่ – อาหมัด ดิยัลโล่, บรูโน่ แฟร์นันด์ส, มาเธอุส คุนญ่า – ไบรอัน เอ็มเบอโม่
สเปอร์ส (4-2-3-1) : กูเยลโม่ วิคาริโอ – อาร์ชี่ เกรย์, คริสเตียน โรเมโร่, มิกกี้ ฟาน เดอ เฟ่น, เดสตินี่ อูโดกี – ป๊าป มาตาร์ ซาร์, ชูเอา ปาลินญ่า – วิลสัน โอโดแบร์, คอเนอร์ กัลลาเกอร์, ชาวี ซิโมน -โดมินิก โซลันกี้
เครดิต pptvhd36

