ต้าเหนิง กัญญาวีร์ ถอดบทเรียนวัย 30 วิกฤตสุขภาพเฉียดตาย แบกปัญหาคนอื่นจนร่างพัง
“ต้าเหนิง” เปิดชีวิตวัย 30 ที่ไม่เหมือนเดิม รับเป็นคนคิดมากกว่าที่ใครเห็น เก็บทุกอย่างจนร่างกายพังอ่านผลข่าวเพิ่มเติม
โดย “ต้าเหนิง กัญญาวีร์” เผยชีวิตวัยเลข 3 ในรายการ Prime Cast ผ่านวิกฤตสุขภาพหนักเกือบเอาชีวิตไม่รอดจากภาวะตับอักเสบ เผชิญ PCOS และผลข้างเคียงจากการใช้ยาเลื่อนประจำเดือนจนปวดท้องหนักขั้นหน้ามืดจอดับ เผยเป็นคนชอบรับฟังและแบกรับปัญหาของเพื่อนจนตัวเองดิ่ง และได้เรียนรู้การจัดสมดุลชีวิตด้วยการฝึกปฏิเสธ หันมาให้ความสำคัญกับความสุขของตัวเองเป็นอันดับแรก
ก้าวสู่วัยเลข 3 กับบททดสอบชีวิตที่หนักหน่วง
การก้าวข้ามสู่ช่วงอายุเลข 3 มักเป็นหมุดหมายสำคัญของใครหลายคน สำหรับ “ต้าเหนิง กัญญาวีร์” เผยว่าในช่วงแรกมีความรู้สึกกลัวอยู่บ้าง เนื่องจากการเปลี่ยนผ่านของชีวิตมักมาพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
แต่สำหรับตนมองว่าได้เผชิญหน้ากับความผันผวนและเรื่องไม่คาดฝันมาโดยตลอด โดยเฉพาะช่วงอายุ 26-27 ปี ซึ่งถือเป็นช่วงมรสุมที่หนักหน่วงยิ่งกว่าวัยเบญจเพส จึงทำให้เริ่มคุ้นชินกับการรับมือปัญหาและมองว่าทุกอุปสรรคเป็นเรื่องธรรมดาที่สามารถเกิดขึ้นได้ในชีวิต
ในวัยเด็ก “ต้าเหนิง” มีประวัติเป็นโรคภูมิแพ้อย่างหนักจนระบบภูมิคุ้มกันร่างกายต่ำ คุณพ่อจึงสนับสนุนให้เล่นกีฬาหลากหลายประเภท ทั้งขี่ม้า กอล์ฟ และเรือใบ เพื่อเสริมสร้างสมรรถภาพทางกาย แม้ในปัจจุบันสุขภาพโดยรวมจะเริ่มฟื้นตัวและกลับมาออกกำลังกายได้บ้างแล้ว แต่ยังไม่สามารถกลับไปใช้แรงได้เต็ม 100% เนื่องจากร่างกายยังมีภาวะเหนื่อยง่ายและต้องใช้เวลาในการปรับสภาพ
วิกฤตสุขภาพเฉียดตาย: ตับอักเสบจากผักออร์แกนิค สู่ภาวะปวดท้องจน “จอดับ”
หนึ่งในวิกฤตสุขภาพที่รุนแรงที่สุดของ “ต้าเหนิง” เริ่มต้นจากความตั้งใจที่จะหันมาดูแลตัวเองด้วยการรับประทานผักออร์แกนิค แต่เนื่องจากภาวะภูมิคุ้มกันที่ลดต่ำลงจากการทำงานหนัก
ส่งผลให้ร่างกายติดเชื้อไวรัสตับอักเสบอี (Hepatitis E) ซึ่งแพทย์วินิจฉัยว่าอาจปนเปื้อนมาจากปุ๋ยมูลสัตว์ในผักสดออร์แกนิคที่รับประทานจากร้านภายนอก เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ต้องปรับพฤติกรรม หันมารับประทานเฉพาะอาหารและผักที่ผ่านความร้อนปรุงสุกเท่านั้น
ภาพสะท้อนช่วงเวลาที่ ต้าเหนิง ต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลจากภาวะตับอักเสบและอาการปวดท้องรุนแรง
นอกจากภาวะตับอักเสบแล้ว “ต้าเหนิง” ยังต้องต่อสู้กับโรคประจำตัวอย่าง PCOS (ภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ) ทำให้ไข่ตกไม่สมบูรณ์ ประจำเดือนมาผิดปกติและยาวนานเกินหนึ่งเดือน รวมถึงอาการปวดประจำเดือนขั้นรุนแรงตั้งแต่อายุ 25 ปี ที่ทวีความรุนแรงจนต้องพึ่งพาการฉีดยาแก้ปวดและมอร์ฟีนเพื่อประคองอาการระหว่างทำงาน
เหตุการณ์วิกฤตล่าสุดเกิดขึ้นหลังการใช้ยาเลื่อนประจำเดือนเพื่อไม่ให้กระทบตารางงาน ส่งผลให้มดลูกบีบรัดตัวอย่างรุนแรง ตัวชา เหงื่อออก และเกิดภาวะวูบหมดสติหรือ “หน้ามืดจอดับ” จนต้องนำตัวส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน
ภาวะนอนไม่หลับเรื้อรัง และสัญญาณเตือนเมื่อร่างกายฟื้นฟูเหลือเพียง 2%
นอกเหนือจากสุขภาพกาย สุขภาพจิตใจและระบบประสาทก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการทำงานของสมองที่ไม่เคยหยุดคิด “ต้าเหนิง” ยอมรับว่าตนเองมีบุคลิกแบบ Perfectionist ที่มักคิดแผนการล่วงหน้าหลายชั้น (Plan A, B, C, D) และแบกรับความรับผิดชอบไว้คนเดียวโดยไม่รู้ตัว ส่งผลให้เกิดปัญหานอนไม่หลับขั้นรุนแรง ร่างกายเข้าสู่ภาวะหลับแต่สมองยังคงคิดงานตลอดเวลา
วิกฤตการนอนหลับส่งผลให้ค่าความพร้อมและการฟื้นฟูของร่างกายจากการตรวจวัดด้วยอุปกรณ์ WHOOP Tracker ลดลงมาอยู่ที่ 2%, 4%, 6% และวนกลับมาแตะระดับ 2% ติดต่อกันถึง 4 ครั้ง จนสร้างความตึงเครียดอย่างมาก ในที่สุดจึงตัดสินใจถอดอุปกรณ์ทิ้งและเข้าพบแพทย์เพื่อรับยาคลายเครียด พร้อมปรับวินัยชีวิตใหม่ด้วยการกำหนดช่วงเวลาผ่อนคลาย (Wind down) หลังเวลา 18:00 น. โดยยุติการคุยงานทั้งหมด
ถอดบทเรียน Empath: เลิกแบกเรื่องคนอื่น และเรียนรู้ที่จะปฏิเสธ
ด้วยความเป็นคนที่มีลักษณะ Empath สูงและมีนิสัยชอบช่วยเหลือคนรอบข้าง “ต้าเหนิง” มักรับฟังและซึมซับปัญหาของเพื่อนมาเก็บไว้ที่ตัวเองจนพลังงานชีวิตหมดลง โดยไม่กล้าเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากใครเพราะเกรงใจ แม้กระทั่งเพื่อนสนิทอย่าง “ปันปัน” ที่มักจะเป็นฝ่ายเอ่ยปากถามไถ่และคอยรับฟังอย่างสม่ำเสมอ
บทเรียนสำคัญที่สุดในการก้าวสู่วัย 30 ปี คือการตระหนักว่าตนเองไม่สามารถแบกรับความทุกข์ของทุกคนได้อีกต่อไป “ต้าเหนิง” จึงเริ่มฝึกฝนการปฏิเสธ รู้จักคัดกรองการใช้พลังงาน และหันมาให้ความสำคัญกับความสุขและความปลอดภัยทางอารมณ์ของตนเองเป็นอันดับแรก เพื่อสร้างสมดุลชีวิตที่ยั่งยืนทั้งกายและใจ
เครดิต sanook.com
