ทำความรู้จักโรคฝีดาษลิง พร้อมเช็กอาการเบื้องต้น ลักษณะการติดต่อ และแนวทางการรักษาที่ถูกต้อง เพื่อป้องกันตนเองและคนรอบข้างให้ปลอดภัย
โรคฝีดาษวานรเป็นโรคติดต่อที่กำลังได้รับความสนใจในปัจจุบัน หลายคนอาจมีความกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดและผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน การทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งเพื่อให้เราสามารถป้องกันตัวได้อย่างถูกต้อง อ่านผลข่าวเพิ่มเติม
โรค ฝีดาษลิง เกิดจากเชื้อไวรัสในกลุ่มเดียวกันกับโรคฝีดาษหรือไข้ทรพิษ แต่มีความรุนแรงน้อยกว่า เชื้อชนิดนี้ถูกพบครั้งแรกในลิงทดลอง ก่อนที่จะมีการรายงานการติดเชื้อในมนุษย์ ปัจจุบันสามารถพบการแพร่ระบาดในหลายประเทศทั่วโลกและต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
อาการเบื้องต้นหลังจากการรับเชื้อประมาณเจ็ดถึงสิบสี่วัน ผู้ป่วยมักจะมีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดหลัง อ่อนเพลีย และมีอาการต่อมน้ำเหลืองโต ซึ่งเป็นจุดสังเกตสำคัญที่ทำให้โรคนี้มีความแตกต่างจากโรคฝีดาษทั่วไปหรือโรคอีสุกอีใสที่เราคุ้นเคยกันดี
หลังจากมีไข้ประมาณหนึ่งถึงสามวัน จะเริ่มมีผื่นหรือตุ่มขึ้นตามร่างกาย โดยตุ่มมักจะเริ่มปรากฏที่ใบหน้าก่อน จากนั้นจะกระจายไปยังส่วนอื่นๆ เช่น แขน ขา ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ตุ่มเหล่านี้จะพัฒนาจากผื่นแดง กลายเป็นตุ่มน้ำใส ตุ่มหนอง และตกสะเก็ดในที่สุด
การติดต่อของโรคเกิดขึ้นได้จากการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ ไม่ว่าจะเป็นการสัมผัสสารคัดหลั่ง เลือด หรือตุ่มหนองของผู้ป่วยโดยตรง รวมถึงการสัมผัสสิ่งของเครื่องใช้ที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัส เช่น เสื้อผ้า ผ้าปูที่นอน หรือการสูดดมละอองฝอยจากการไอจาม
นอกจากนี้ยังสามารถติดต่อจากสัตว์สู่คนได้ผ่านการถูกสัตว์ที่ติดเชื้อกัดหรือข่วน การสัมผัสเลือด สารคัดหลั่ง หรือเนื้อสัตว์ที่ปรุงไม่สุก โดยเฉพาะสัตว์ตระกูลฟันแทะและสัตว์ป่าบางชนิด การหลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ป่าโดยไม่ป้องกันจึงเป็นเรื่องจำเป็น
สำหรับแนวทางการรักษานั้น ปัจจุบันยังไม่มียารักษาเฉพาะเจาะจงสำหรับไวรัสชนิดนี้ การรักษาจึงเป็นการประคับประคองตามอาการเป็นหลัก เช่น การให้ยาลดไข้ ยาแก้ปวด และการดูแลรักษาตุ่มแผลให้สะอาดเพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อนจนกว่าแผลจะแห้ง
อย่างไรก็ตาม การใช้วัคซีนป้องกันโรคฝีดาษคนสามารถช่วยป้องกันการติดเชื้อและลดความรุนแรงของโรคได้ในระดับที่น่าพอใจ โดยแพทย์จะพิจารณาการให้วัคซีนในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง หรือบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยเพื่อลดโอกาสการติดเชื้อ
การป้องกันตนเองที่ดีที่สุดคือการรักษาสุขอนามัย หมั่นล้างมือด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์อย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่มีอาการป่วยหรือมีผื่นตุ่มตามร่างกาย และไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เพื่อลดความเสี่ยงในการรับเชื้อเข้าสู่ร่างกาย
หากพบว่าตนเองมีประวัติสัมผัสผู้ป่วยหรือมีอาการไข้ร่วมกับมีตุ่มน้ำใสขึ้นตามร่างกาย ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและแยกกักตัวทันที การรู้เท่าทันและปฏิบัติตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขจะช่วยให้เรารับมือกับสถานการณ์โรคติดต่อนี้ได้อย่างปลอดภัย
เครดิต: sanook
